บทความน่ารู้

Article list details.

"เพราะ 1 ใน 3 ของแต่ละวันคือ ช่วงเวลาหมดไปกับการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่ถือว่ามีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ การเลือกที่นอนที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่นอนที่ดีจะทำให้เรานอนหลับสบายและหลับสนิทตลอดทั้งคืน ซึ่งหมายถึง การมีคุณภาพของการนอนหลับที่สูง นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี การลงทุนเพื่อสุขภาพด้วยที่นอนดีๆ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด"

Basic sleep hygiene ความรู้พื้นฐานเบื้องต้น สำหรับการนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพ

นอนกรนเป็นอาการที่พบบ่อยมาก และเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย และเป็นได้ตั้งแต่เด็ก แท้จริงแล้ว เสียงกรนเป็นอาการที่บ่งบอกว่า กำลังมีการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่ จมูก ช่องลำคอ โคนลิ้น หรือ บางส่วนของกล่องเสียง ซึ่งเกิดการหย่อนตัวลงเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ จนทำให้เมื่อลมหายใจ ผ่านเนื้อเยื่อดังกล่าว เกิดการสั่นสะเทือนและมีเสียงดังขึ้น ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก (Pediatric Obstructive Sleep Apnea; OSA) อาจทำให้มีความผิดปรกติทางพัฒนาการ ทั้งทางด้านร่างกาย และสติปัญญา ทำให้เติบโตช้า มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือ ซุกซนมากผิดปกติ (Hyperactive) บางรายอาจปัสสาวะรดที่นอน และมีผลการเรียนแย่ลง หรือมีปัญหาสังคมตามมาได้ นอกจากนี้ถ้าเป็นรุนแรงมากอาจ เป็นสาเหตุและความเสี่ยงของ โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ได้ด้วย

การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่ (Out-of-center sleep testing; OCST) ในที่นี้บางครั้งอาจเรียกว่า การตรวจการนอนหลับแบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable monitoring of sleep; PMs) หรือ การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home sleep testing; HST) ซึ่งมีความหมายเทียบได้กับการตรวจการนอนหลับแบบไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้า (unattended sleep study) หรือการตรวจการนอนหลับระดับที่ 2-4 ตามที่กำหนดโดยสมาคมแพทย์โรคจากการหลับของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้มีการเบิกจ่ายค่าตรวจรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ได้ ทำให้ปัจจุบันมีแนวโน้มการตรวจการนอนหลับนอกสถานที่ด้วยวิธีเหล่านี้ได้รับ ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความประหยัดในต้นทุนงบประมาณและกำลังคน อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนและสงสัยว่ามีหยุดหายใจขณะหลับ ได้รับความสะดวกสบายและเข้าถึงการให้บริการมากขึ้น

แนวทางการรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

มีคนถามมามากว่า จะรักษานอนกรนด้วยวิธีไหนดี รู้สึกว่า จะมีทางเลือกหลายอย่างมาก รู้สึกสับสนว่าจะใช้วิธีไหน หรือว่าไม่ต้องรักษา จะอันตราย หรือไม่ ความเห็นส่วนตัวของผม คือ น่าจะคุยปรึกษากับแพทย์ด้านนี้ และตรวจ sleep test ก่อนครับ ส่วนจะตรวจที่ไหนก็แล้วแต่ครับ หากอยากตรวจ ผู้เขียนได้พยายามศึกษาหาข้อมูลมา ซึ่งสถานที่ต่อไปนี้อาจจะเป็นที่เลือกสำหรับท่านครับ

การใช้คลื่นความถี่วิทยุรักษานอนกรน Radiofrequency (RF) treatment

เครื่องเป่าความดันลมเพื่อเปิดขยายทางเดินหายใจ (Continuous Positive Airway Pressure, CPAP) Therapy

เครื่องมือในช่องปาก (oral appliance) จัดเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยที่นอนกรนหรือ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับที่ดีวิธีหนึ่ง สามารถใช้โดยง่ายด้วยการให้ผู้ป่วยสวมเครื่องมือในปากขณะนอนหลับ หลักการคือ การยึดลิ้นและ/หรือขากรรไกรมาทางด้านหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหรือเนื้อเยื่อในลำคอหย่อนลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น วิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวนอนหลับได้ดีมากขึ้นโดยที่ ผลการรักษาจะดีในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงหรือ ไม่มีความผิดปกติทางร่ายกายหรือบริเวณทางเดินหายใจส่วนอื่น ๆ ข้อดีที่เหนือกว่าการใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) คือสะดวกสบายในการใช้และง่ายในการพกพาขณะเดินทาง นอกจากนี้เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถใช้ร่วมกับการผ่าตัดทางเดินหายใจส่วนต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาร่วมกันให้สูงขึ้นได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามท่านต้องพบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนกรนและรับการตรวจสุขภาพการนอนหลับ (sleep test) ก่อน แล้วจึงได้ข้อมูลที่จะพิจารณาได้ว่าท่านปลอดภัยเพียงพอ และเหมาะสม สำหรับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่

การใช้คลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเยื่อบุจมูกบวมหรืออักเสบเป็นการรักษาที่นิยมทำเพื่อลดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการปฏิบัติตนพื้นฐาน ขั้นตอนการรักษาทำโดยแพทย์จะใส่เครื่องมือที่เป็นเหมือนเข็มชนิดพิเศษ สำหรับปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (radiofrequency, RF) สอดเข้าไปในเยื่อบุจมูกส่วนที่เรียกว่า เทอร์บิเนตอันล่าง (Inferior turbinate) เพื่อให้เกิดความร้อนในเนื้อเยื่อดังกล่าว และกลายเป็นพังผืดเล็กๆ ซึ่งทำให้มีการหดตัวของเยื่อบุจมูกในเวลาถัดมา หลังการรักษาผู้ป่วยจะรู้สึกจมูกโล่งและหายใจได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้อาการคัน, จาม, น้ำมูกไหล และ เสมหะลงคอลดลงด้วย การรักษาด้วยความถี่วิทยุนี้สามารถทำได้โดยใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เนื่องจากแผลจากการรักษามีขนาดเพียงเท่ารูเข็มซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก อาการปวดหรือเจ็บแผลจากการรักษาน้อย ผู้ป่วยส่วนมากไม่ได้รับประทานยาแก้ปวดและไม่ได้หยุดงานหรือหยุดเรียนเพิ่มเติม ผลของการรักษามักเห็นชัดเจนภายใน 4 สัปดาห์ มีผู้ที่รับการรักษาด้วยวิธีนี้มาหลายร้อยรายและมีงาน วิจัยยืนยันว่า ผลจากการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุสามารถลดอาการคัดจมูกได้ราวร้อยละ 80 โดยที่ผลยังคงอยู่นานไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ป่วยบางรายจะนอนกรนลดลงได้ โดยทั่วไปทำการรักษาเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตามถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจอาจทำซ้ำได้อีกเนื่องจากความเสี่ยงต่ำ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดหลายวัน ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการผ่าตัด ซึ่งอาจต้องตรวจเลือด ภาพถ่ายรังสี หรือคลื่นหัวใจแล้วแต่ความจำเป็น นอกจากนี้ก่อนผ่าตัดจะมีวิสัญญีแพทย์และพยาบาลจะมาให้ความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดมยาสลบ และควรงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง (หรือตามความจำเป็น) เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ซึ่งในกรณีของผู้ป่วยเด็กผู้ปกครองจะต้องดูแลตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

เครื่องมือยึดลิ้น แก้นอนกรน Tongue Stabilizing Device (TSD)

การที่มีผนังกั้นช่องจมูกคด (deviated nasal septum) อาจจะทำให้มีอาการคัดจมูกข้างใดข้างหนึ่ง มากกว่าอีกข้างหนึ่ง หรือคัดจมูกสลับกัน 2 ข้างก็ได้ นอกจากนั้นอาจเป็นสาเหตุของการปวดในโพรงจมูก, ไซนัสอักเสบเรื้อรัง, โรคริดสีดวงจมูก, โรคของหูชั้นกลาง เลือดกำเดาไหล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นอนกรนและเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้นได้ (obstructive sleep apnea, OSA)

การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency; RF) จี้บริเวณเพดานอ่อน (Soft palate) เป็นการรักษานอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง ที่นิยมมากในปัจจุบัน การรักษาวิธีนี้ทำโดยที่แพทย์จะใส่เครื่องมือซึ่งเป็นเข็มชนิดพิเศษ แทงเข้าไปในเนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนและส่งคลื่นความถี่วิทยุซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในเนื้อเยื่อดังกล่าว จุดประสงค์ คือ เพื่อทำให้ เนื้อเยื่อเกิดเป็นพังผืดและ มีการหดตัว ซึ่งจะทำให้ เพดานอ่อนลดการหย่อนตัวหรือ สั่นสะเทือนขณะหายใจน้อยลง วิธีนี้ส่วนมากสามารถทำได้โดยใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ โดยไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังรักษา ยกเว้นบางรายที่ต้องอยู่เพื่อสังเกตอาการ แผลที่เกิดขึ้น จะอยู่ในช่องปากบริเวณใต้เยื่อบุเพดานอ่อน อาจมีหลายตำแหน่งขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทำ แต่มักมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็น หรืออาจเป็นแผลถลอกใหญ่กว่ารูเข็มเพียงเล็กน้อย ผู้อื่นจึงมักไม่สามารถสังเกตเห็นได้ อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดไม่มาก ผลการรักษามักเห็นได้ใน 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามไม่ใช่การรักษาที่คาดหวังว่าจะได้ผลถาวรตลอดไปเช่นเดียวกับการรักษาชนิดอื่นๆ เนื่องจากในอนาคต ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอายุมากขึ้น อาการอาจกลับมาเป็นอีก แต่ถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สามารถทำซ้ำได้อีก วิธีนี้อาจใช้ร่วมกับการผ่าตัดแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

การใช้เครื่องจึ้ไฟฟ้า (Electrocautery) หรือ คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency; RF) เพื่อทำการผ่าตัดลิ้นไก่ และบางส่วนของเพดานอ่อน (Soft palate) เป็นการรักษาแบบผ่าตัดเล็กโดยทำโดยที่แพทย์จะ ผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนบางส่วนออกเล็กน้อย โดยเหลือส่วนของลิ้นไก่อยู่ จุดประสงค์ เพื่อทำให้ทางเดินหายใจบริเวณช่องคอกว้างขึ้น แผลจากการรักษาจะอยู่ในช่องคอ ผู้อื่นจึงไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอก วิธีนี้ทำโดยไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังรักษา ยกเว้นบางรายที่ต้องอยู่เพื่อสังเกตอาการการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

การฝังพิลลาร์ (Pillar) เข้าไปในเพดานอ่อน เป็นการรักษาที่นิยมทำในการรักษานอนกรน และ/ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง ที่นิยมมากในปัจจุบัน การรักษาวิธีนี้ทำโดยที่แพทย์จะใส่เครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อสอดวัสดุทางการแพทย์ชนิดพิเศษซึ่งมีความปลอดภัยต่อร่างกายสูงมาก ฝังเข้าไปในเพดานอ่อนในปาก โดยวัสดุดังกล่าวนี้มีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆ 3 แท่ง (ขนาดยาว 1.8 ซม. และ กว้าง 2 มม.) ซึ่งทำมาจากโพลิเอสเตอร์อันอ่อนนุ่มและสามารถอยู่ภายในร่างกายได้อย่างถาวร (ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก) การฝังพิลลาร์นี้จะช่วยลดการสั่นสะเทือน หรือการสะบัดตัวของเพดานอ่อน และพยุงไม่ให้เพดานอ่อนไปอุดกั้นทางเดินหายใจ และเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเยื่อรอบๆแท่ง พิลลาร์ จะเกิดพังผืด (fibrosis) ทำให้ช่วยเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างของเพดานอ่อนมากขึ้น ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นน้อยลงหายใจได้สะดวกขึ้น วัสดุที่ใช้ทำ พิลลาร์ นี้ ถูกนำไปใช้ในวงการแพทย์มานานหลายปี จนมั่นใจในความปลอดภัย วิธีการรักษาแบบนี้ได้รับการรับรอง และผ่านการทดสอบความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก โดยที่การรักษาวิธีนี้ไม่ได้เป็นการผ่าตัดหรือทำลายเนื้อเยื่อของเพดานอ่อนและสามารถทำได้โดยใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ โดยไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังรักษา จึงทำให้มีความเจ็บปวดจากการรักษาน้อย โดยที่ผู้ใส่จะไม่รู้สึกรำคาญในขณะที่กลืนหรือสนทนา หลังการรักษา สามารถรับประทานอาหาร และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จากการวิจัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่าการนอนกรนลดลงอย่างชัดเจน ยกเว้นในรายที่ผลตรวจการนอนหลับพบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง จะได้ผลน้อยลง วิธีนี้อาจใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้

บริเวณใต้โคนลิ้นจะมีกระดูกที่เราเรียกว่า ฮัยออยด์ (Hyoid bone) ซึ่งเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อลิ้นและลำคอและบางส่วนของกล่องเสียง กระดูกชิ้นนี้จะมีความกว้างตรงกลางราว 1 ซม.และยาวประมาณ 8-10 ซม.ในผู้ใหญ่

การนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (obstructive sleep apnea) หรือที่วงการแพทย์รู้จักกันดีในชื่อย่อว่า OSA สาเหตุสำคัญมากส่วนหนึ่งเกิดจากการอุดกั้นของช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณโคนลิ้นและเนื้อเยื่อเพดานอ่อนจนกระทั่งทำให้ลมหายใจไม่สามารถเข้าออก ได้อย่างปกติ หรือหยุดหายใจเป็นช่วงๆขณะนอนหลับ ทั้งนี้เป็นเพราะขณะนอนหลับกล้ามเนื้อและระบบประสาทจะคลายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเข้าสู่ระยะหลับฝัน หรือที่แพทย์เรียกว่าการหลับระยะ REM (อ่านว่า “เร็ม”)

ในผู้ป่วยที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับระดับรุนแรง การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่างมาทางด้านหน้า (Maxillo-Mandibular Advancement:) หรือ เรียกย่อว่า MMA นี้เป็นทางเลือกในการรักษาแบบผ่าตัดที่มีประสิทธิผลดีที่สุดอย่างหนึ่ง เนื่องจากสามารถแก้ไขทางเดินหายใจที่ตีบแคบให้ขยายขึ้นได้หลายระดับตั้งแต่หลังเพดานอ่อน จนถึงบริเวณหลังโคนลิ้น และเหนือกล่องเสียง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าวซึ่งทำให้ป้องกันการหย่อนตัวขณะหลับได้ การผ่าตัดนี้ทำโดยการตัดกระดูกกรามบน (maxilla) และกระดูกกรามล่าง (mandible) แล้วเลื่อนมาด้านหน้าประมาณ 10-15 มิลลิเมตร โดยยึดกับกระดูกใบหน้าข้างเคียงด้วยลวดหรือแผ่นเหล็กและสกรูทางการแพทย์ (plate และ screw) โดยผู้ที่รับการผ่าตัดจะมีแผลที่ด้านในริมฝีปากทั้งบนและล่างบริเวณใกล้เหงือก ดังนั้นจึงไม่มีแผลบริเวณใบหน้าหรืออาจมีเล็กน้อยมาก การผ่าตัดชนิดนี้นิยมเลือกทำในกรณีที่ผ่าตัดรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับโดยวิธีอื่นๆแล้ว ล้มเหลว แต่สามารถเลือกทำเป็นการผ่าตัดแรกได้ถ้ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง หรือ มีความผิดปกติของโครงสร้างของกระดูกของใบหน้า โดยที่ไม่พบลักษณะผิดปกติที่ชัดเจนของทางเดินหายใจส่วนต้นอื่น ๆ ร่วมด้วย หลังการผ่าตัดอาจทำให้โครงหน้าของใบหน้าส่วนล่างเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ซึ่งอาจเป็นข้อดีในบางรายเช่นในผู้ป่วยที่มีรอยย่นหรือผิวหน้าหย่อนยาน การผ่าตัดจะทำให้ผิวหนังบริเวณใบหน้าตึงมากขึ้น หรือรูปหน้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ดีเนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ภายใต้การดมยาสลบและต้องใช้เวลาพักฟื้นโดยไม่สามารถเคี้ยวอาหารตามปกติอยู่หลายสัปดาห์ ดังนั้นเพื่อผลที่ดีที่สุดต่อตัวท่าน จึงควรพิจารณาถึงทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบด้าน

(Modified Uvulopalatopharyngoplasty; UPPP )เป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคแบบใหม่ในการโดยผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนบางส่วนออกเล็กน้อย โดยเหลือส่วนของลิ้นไก่อยู่ราว 1ใน 3 และทำการเย็บด้วยไหมละลาย เพื่อทำให้ทางเดินหายใจบริเวณช่องคอกว้างขึ้น วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ การผ่าตัดชนิดนี้เป็นการผ่าตัดโดยแพทย์จะใส่เครื่องมือทางผ่านทางช่องปาก จึงไม่มีบาดแผลใดๆที่มองเห็นได้จากภายนอก

การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณโคนลิ้นเป็นการผ่าตัดเล็กที่นิยมทำมาก เพื่อรักษานอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การรักษาวิธีนี้ทำโดยแพทย์จะใส่เครื่องมือที่เป็นเข็มชนิดพิเศษแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อบริเวณโคนลิ้น เพื่อส่งคลื่นความถี่วิทยุ (radiofrequency) ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในเนื้อเยื่อดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อเยื่อใต้เยื่อบุบางส่วนและเกิดเป็นพังผืดทำให้มีการหดตัวและลดปริมาตรบริเวณโคนลิ้น วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือภายใต้การดมยาสลบ ผู้ป่วยอาจต้องนอนโรงพยาบาลหลังรักษาเพื่อสังเกตอาการ 24 ชั่วโมง มีแผลที่เยื่อบุโคนลิ้นเพียงเล็กน้อย จึงไม่มีบาดแผลใดๆ ที่มองเห็นได้จากภายนอก อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดไม่มาก ผลการรักษามักเห็นได้ใน 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามไม่ใช่การรักษาที่คาดหวังว่าจะได้ผลถาวรตลอดไปเช่นเดียวกับการรักษาชนิดอื่นๆ เนื่องจากในอนาคต ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอายุมากขึ้น อาการอาจกลับมาเป็นอีกได้ แต่ถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สามารถทำซ้ำได้อีก วิธีนี้นิยมใช้ร่วมกับกับการผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนลิ้นไก่และผนังคอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น - ถ้าเป็นที่ตา เรียกว่า โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) - ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ - ถ้าเป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคหืด (asthma) - ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) - ถ้าเป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) ดังนั้นถ้าท่านมีข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อต่อไปนี้ ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

หลักการ คือ ใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้มากระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น โดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังทีละน้อยๆ

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergy Skin Test)

Powered by MakeWebEasy.com