ศาสตราจารย์นายแพทย์วิชญ์ บรรณหิรัญ
American Board of Sleep Medicine
Certified International Sleep Specialist
ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของดารา ยูทูบเบอร์ชื่อดังและอีกหลาย ๆ คนในข่าว ทำให้หลายคนหันมาสนใจโรคหัวใจที่อาจซ่อนอยู่โดยไม่มีอาการชัดเจน
ข้อมูลล่าสุดพบว่า การเสียชีวิตขณะหลับหลายรายเกี่ยวข้องกับภาวะระบบหัวใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือหลอดเลือดตีบรุนแรง จนทำให้หัวใจขาดเลือด
อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตในช่วงกลางคืนหรือในลักษณะคล้ายกำลังหลับ ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากโรคหยุดหายใจขณะหลับเสมอไป
การสรุปสาเหตุจำเป็นต้องอาศัยผลตรวจและข้อมูลทางการแพทย์ของแต่ละบุคคล
** คำตอบโดยสรุป
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นหรือตีบแคบซ้ำ ๆ ขณะนอนหลับ อาจทำให้ระดับออกซิเจนจึงลดลง ความดันโลหิตพุ่งขึ้น และหัวใจต้องทำงานหนักตลอดคืน โดยเฉพาะหากเป็นในระดับรุนแรง
OSA มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะผู้ที่นอนกรนดัง มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจ ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีโรคหัวใจอยู่แล้ว ควรได้รับการประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจการนอนหลับหรือไม่ [1]
**โรคหยุดหายใจขณะหลับส่งผลต่อหัวใจอย่างไร?
ขณะนอนหลับตามปกติ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจควรลดลง เพื่อให้หัวใจและหลอดเลือดได้พัก แต่ในผู้ที่มี OSA ทางเดินหายใจจะอุดกั้นหรือตีบแคบซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ประการ
1. ออกซิเจนลดลงและกลับเพิ่มขึ้นซ้ำ ๆ
การหยุดหายใจทำให้ระดับออกซิเจนลดลงเป็นช่วง ๆ และกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเริ่มหายใจใหม่ เรียกว่า intermittent hypoxia and reoxygenation กระบวนการนี้กระตุ้นภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ การอักเสบ และความผิดปกติของผนังหลอดเลือด
2. ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น
เมื่อร่างกายรับรู้ว่าขาดออกซิเจน ระบบประสาทที่ใช้ตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินจะถูกกระตุ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตพุ่งและผันผวนหลายครั้งตลอดคืน
3. การนอนหลับถูกรบกวนและขาดช่วง
การหายใจติดขัดซ้ำ ๆ อาจทำให้สมองถูกกระตุ้นตื่นบ่อย การหลับไม่ต่อเนื่อง หลับไม่สนิท ตื่นเข้ามาแล้วรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ง่วงกว่าปกติตอนกลางวัน แม้ว่าจะนอนครบหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม [1]
4. เกิดแรงดันลบในทรวงอก
ร่างกายยังพยายามสูดหายใจทั้งที่ทางเดินหายใจปิด จึงเกิดแรงดันลบภายในทรวงอกมากผิดปกติ เพิ่มภาระต่อหัวใจและอาจส่งเสริมการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ
** OSA เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากเพียงใด?
การวิเคราะห์อภิมานที่รวบรวมการศึกษาติดตาม 18 การศึกษา ผู้เข้าร่วมมากกว่า 25,000 คน พบว่า ผู้ที่มี OSA มีอัตราการเกิดเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าผู้ที่ไม่มี OSA ประมาณ 1.82 เท่า โดยความสัมพันธ์ชัดขึ้นตามระดับความรุนแรงของโรค [2]
ตัวเลขนี้แสดงถึง “ความสัมพันธ์” ไม่ได้หมายความว่า OSA เป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียวของโรคหัวใจในผู้ป่วยทุกคน เพราะความเสี่ยงยังขึ้นกับอายุ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคอ้วน และปัจจัยอื่นร่วมด้วย
สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า OSA พบได้บ่อยถึงประมาณ 40–80% ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันหลอดเลือดปอดสูง หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือโรคหลอดเลือดสมอง แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย [1]
**ใครบ้างควรประเมินโรคหยุดหายใจขณะหลับ?
ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหรือปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้
- นอนกรนดังเป็นประจำ
- คนใกล้ชิดเห็นว่าหยุดหายใจ หายใจสะดุด หรือสำลักขณะหลับ
- สะดุ้งตื่น หายใจไม่อิ่ม หรือใจสั่นกลางคืน
- ตื่นมาปากแห้ง ปวดศีรษะ หรือไม่สดชื่น
- ง่วงมากผิดปกติ สมาธิลดลง หรือเผลอหลับระหว่างวัน
- มีความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะชนิดที่ควบคุมยาก
- มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว
- เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
- มีโรคอ้วน เบาหวาน คอใหญ่ หรือโครงสร้างทางเดินหายใจส่วนบนแคบ
โรคหยุดหายใจขณะหลับไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่มีโรคอ้วน ผู้ที่รูปร่างไม่อ้วนก็สามารถเป็นได้ หากมีต่อมทอนซิลโต ลิ้นโต ขากรรไกรเล็กหรือถอย จมูกอุดตัน หรือทางเดินหายใจแคบ
ผู้ป่วย OSA บางรายไม่มีอาการง่วงกลางวันอย่างชัดเจน จึงไม่ควรใช้ความง่วงเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว
**Sleep Test ตรวจอะไร และทำไมจึงควรตรวจ?
Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับ ช่วยประเมินข้อมูลสำคัญระหว่างหลับ ได้แก่
- คุณภาพการนอนหลับ
- ระยะการหลับต่าง ๆ
- การกรนและการหายใจติดขัด
- จำนวนครั้งที่หยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว
- ระดับออกซิเจนในเลือด
- ความพยายามในการหายใจ
- อัตราการเต้นของหัวใจ
- ท่านอนและความสัมพันธ์กับการหยุดหายใจ
ผลตรวจช่วยให้แพทย์วินิจฉัยชนิดและระดับความรุนแรงของโรค รวมถึงเลือกแนวทางรักษาให้เหมาะกับสาเหตุ โครงสร้างทางเดินหายใจ โรคร่วม และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน [3]
การตรวจพบ OSA ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องรักษาด้วย CPAP วิธีรักษาอาจประกอบด้วยการควบคุมน้ำหนัก การจัดท่านอน อุปกรณ์ในช่องปาก CPAP การรักษาทางเดินหายใจ การผ่าตัด หรือวิธีอื่นตามความเหมาะสม
Sleep Test ไม่ใช่การตรวจหลอดเลือดหัวใจและไม่สามารถบอกได้โดยตรงว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่
หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือเป็นลม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโรคหัวใจโดยตรง การตรวจการนอนหลับและการตรวจหัวใจในผู้ป่วยบางรายควรทำควบคู่กัน
**คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. นอนกรนทุกคนเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนที่นอนกรนจะมี OSA แต่นอนกรนเป็นสัญญาณว่าทางเดินหายใจแคบลง หากมีอาการหยุดหายใจ สำลัก สะดุ้งตื่น หรือนอนไม่สดชื่นร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
2. โรคหยุดหายใจขณะหลับทำให้เกิดโรคหัวใจหรือไม่?
OSA มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจหลายชนิด และมีกลไกที่อาจส่งผลต่อหัวใจและหลอดเลือด แต่ไม่ควรสรุปว่า OSA เป็นสาเหตุของโรคหัวใจในบุคคลใดโดยไม่มีผลตรวจและข้อมูลทางการแพทย์ครบถ้วน
3. มีโรคหัวใจอยู่แล้วควรตรวจการนอนหลับหรือไม่?
ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควบคุมยาก หัวใจเต้นผิดจังหวะซ้ำ หัวใจล้มเหลว นอนกรน หรือมีคนสังเกตว่าหยุดหายใจขณะหลับ [1]
สรุป
โรคหยุดหายใจขณะหลับทำให้ระดับออกซิเจนลดลง กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ สมองตื่นบ่อย และเพิ่มภาระต่อหัวใจซ้ำ ๆ ตลอดคืน จึงสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง
อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตขณะหลับไม่ได้แปลว่าเกิดจาก OSA เสมอไป และ Sleep Test ไม่สามารถใช้ตรวจหาหลอดเลือดหัวใจตีบได้
การหลับไปทุกคืนไม่ได้แปลว่าหัวใจได้พักเสมอไป หากคุณนอนกรน หยุดหายใจ ตื่นมาไม่สดชื่น หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินให้ชัดเจน ก่อนที่ “สัญญาณเงียบ” จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว
เอกสารอ้างอิง
Yeghiazarians Y, et al. Obstructive Sleep Apnea and Cardiovascular Disease: A Scientific Statement From the American Heart Association. Circulation. 2021;144:e56–e67.
Andor M, et al. Association Between Obstructive Sleep Apnea and Cardiovascular Risk: A Systematic Review and Meta-Analysis of Prospective Cohort Studies. Medicina. 2025;61:1988.
Kapur VK, et al. Clinical Practice Guideline for Diagnostic Testing for Adult Obstructive Sleep Apnea. Journal of Clinical Sleep Medicine. 2017;13:479–504.