8 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนอนกรน..อย่าพลาด

19 จำนวนผู้เข้าชม  | 

8 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนอนกรน..อย่าพลาด

ศาสตราจารย์นายแพทย์วิชญ์ บรรณหิรัญ
American Board of Sleep Medicine
Certified International Sleep Specialist

  นอนกรนเป็นปัญหาที่พบได้ทุกเพศและทุกวัย บางคนกรนเพียงชั่วคราว แต่บางคนอาจมีโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) ร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

  ต่อไปนี้เป็น 8 คำถามที่คนไข้มักถามบ่อยเกี่ยวกับการนอนกรนไว้ดังนี้

 1. จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองนอนกรน

คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าตัวเองนอนกรน เพราะอาการเกิดขึ้นในขณะหลับ จึงมักทราบจากคนข้างตัว หรือจากการบันทึกเสียงขณะนอน

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ นอนกรนดังเป็นประจำ เสียงกรนขาดเป็นช่วง ๆ คล้ายหยุดหายใจ มีอาการสำลักหรือสะดุ้งตื่น ตื่นมาคอแห้ง ปวดศีรษะตอนเช้า นอนหลับไม่เต็มอิ่ม หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน

โทรศัพท์มือถือหรือแอปพลิเคชันอาจช่วยบันทึกเสียงกรนได้ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน และอาจจำเป็นต้องตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test
 

2. นอนกรนเกิดจากอะไร

เสียงกรนเกิดจากอากาศไหลผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่ตีบแคบลงในขณะหลับ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น หรือคอหอยสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงกรน
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ภูมิแพ้ คัดจมูก หรือผนังกั้นช่องจมูกคด
  • ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต
  • ลิ้นโต ลิ้นไก่ยาว หรือเพดานอ่อนหย่อน
  • คางเล็ก คางสั้น หรือโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้ทางเดินหายใจแคบ
  • กล้ามเนื้อลิ้นและคอหอยหย่อนตัวขณะหลับ
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาบางชนิด
  • โรคของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หรือฮอร์โมนบางชนิด
ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุร่วมกัน การรักษาจึงควรพิจารณาตามปัญหาของแต่ละบุคคล

3. นอนกรนในผู้หญิงกับผู้ชายต่างกันไหม

ผู้หญิงและผู้ชายสามารถนอนกรนและเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับได้ทั้งคู่ แต่อาการที่สังเกตได้อาจแตกต่างกัน
  • ผู้ชาย มักมีอาการกรนดังและเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน คอใหญ่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ผู้หญิง บางรายอาจกรนไม่ดังมาก แต่อาจมีอาการนอนไม่หลับ ตื่นบ่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะตอนเช้า อารมณ์แปรปรวน สมาธิลดลง หรือหมดแรงในเวลากลางวัน หลังวัยหมดประจำเดือน ความเสี่ยงต่อการนอนกรนและ OSA อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน น้ำหนักตัว และความตึงตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจ
    ดังนั้น ผู้หญิงที่กรนไม่ดังแต่รู้สึกอ่อนเพลียหรือนอนหลับไม่มีคุณภาพ ก็ไม่ควรมองข้าม

4. เมื่อก่อนไม่กรน ทำไมตอนนี้จึงนอนกรน

การนอนกรนสามารถเกิดขึ้นภายหลังได้ แม้เมื่อก่อนไม่เคยนอนกรน เนื่องจากร่างกายและปัจจัยเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น อายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณคอหย่อนตัว ภูมิแพ้ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกล้ามเนื้อ การพักผ่อนไม่เพียงพอ การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน หรือโรคบางชนิด เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ

หากเริ่มกรนดังขึ้นเรื่อย ๆ มีอาการหายใจสะดุด สำลัก หรือง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ควรตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงเรื่องของอายุ


 5. ถ้าผอมลง จะหายนอนกรนไหม

การลดน้ำหนักอาจช่วยให้อาการนอนกรนดีขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ทุกคนหายกรน

ในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ไขมันที่สะสมบริเวณลิ้นและคอหอยอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบลง การลดน้ำหนักจึงช่วยลดการอุดกั้นและทำให้อาการดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม คนที่มีน้ำหนักปกติหรือรูปร่างผอมก็สามารถนอนกรนได้ หากมีปัจจัยอื่น เช่น คางเล็ก ผนังกั้นช่องจมูกคด ทอนซิลโต ลิ้นโต เพดานอ่อนหย่อน หรือกล้ามเนื้อทางเดินหายใจทำงานไม่ดี

ดังนั้น หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักควรเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา แต่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรักษาสาเหตุอื่นร่วมด้วย 

6. นอนคว่ำช่วยแก้นอนกรนได้จริงไหม

การเปลี่ยนท่านอนอาจช่วยลดการนอนกรนได้ในบางคน แต่โดยทั่วไปแนะนำให้นอนตะแคงมากกว่านอนคว่ำ

ผู้ที่กรนมากเวลานอนหงายอาจมีลิ้นและเนื้อเยื่อบริเวณคอตกไปด้านหลัง ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง การนอนตะแคงจึงอาจช่วยให้เสียงกรนและการอุดกั้นลดลง

การนอนคว่ำอาจช่วยได้ในบางราย แต่ทำได้ยากในระยะยาว และอาจทำให้ปวดคอ ปวดหลัง หรือหายใจไม่สะดวก นอกจากนี้ยังไม่สามารถแก้สาเหตุจากจมูก ทอนซิล เพดานอ่อน หรือโครงสร้างใบหน้าได้

หากมีโรคหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางหรือรุนแรง การเปลี่ยนท่านอนเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ 

7. ทำอย่างไรให้หายนอนกรน ต้องรักษาอย่างไร

การรักษานอนกรนต้องเลือกให้เหมาะกับสาเหตุและระดับความรุนแรงของแต่ละคน จึงไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
  • ปรับพฤติกรรม เช่น ลดน้ำหนัก นอนให้เพียงพอ นอนตะแคง และงดแอลกอฮอล์
  • รักษาภูมิแพ้ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ หรือทอนซิลโต
  • ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก เช่น CPAP หรือ PAP
  • ใช้อุปกรณ์ในช่องปากเพื่อช่วยเลื่อนขากรรไกรล่างและลิ้นมาด้านหน้า
  • ฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและคอหอย
  • ทำหัตถการหรือผ่าตัดแก้ไขบริเวณที่เป็นสาเหตุของการอุดกั้น
  • ก่อนเลือกวิธีรักษา ผู้ป่วยควรได้รับการซักประวัติ ตรวจทางเดินหายใจ และในผู้ที่
  • สงสัย OSA อาจต้องตรวจ sleep test เพื่อประเมินชนิดและระดับความรุนแรงของโรค
8. มีวิธีแก้นอนกรนเบื้องต้นด้วยตนเองอย่างไร

ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาจเริ่มแก้นอนกรนด้วยการปรับน้ำหนัก ท่านอน พฤติกรรมการนอน และลดปัจจัยที่ทำให้ทางเดินหายใจหย่อนตัว
วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น ได้แก่

1.      ลดน้ำหนัก หากมีน้ำหนักเกิน
2.      นอนและตื่นให้เป็นเวลา และนอนให้เพียงพอ
3.      ทดลองนอนตะแคงแทนการนอนหงาย
4.      งดแอลกอฮอล์ก่อนนอน
5.      หลีกเลี่ยงยานอนหลับหรือยาคลายกล้ามเนื้อโดยไม่จำเป็น
6.      รักษาอาการคัดจมูกหรือภูมิแพ้อย่างเหมาะสม
7.      ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8.      ฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและคอหอยในผู้ที่เหมาะสม
9.      หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ คาเฟอีน และการสูบบุหรี่ใกล้เวลานอน
10.   จัดห้องนอนให้เงียบ มืด และมีอุณหภูมิพอดี

การฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและคอหอยอาจช่วยลดเสียงกรนในผู้ป่วยบางราย แต่ควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยในผู้ที่สงสัยโรคหยุดหายใจขณะหลับ
 
   เมื่อใดควรพบแพทย์

ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • นอนกรนดังเป็นประจำเกือบทุกคืน
  • มีช่วงหยุดหายใจ สำลัก หรือหายใจเฮือกขณะหลับ
  • ตื่นมาไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะตอนเช้า
  • ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน
  • มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอ้วน
  • เด็กนอนกรนเรื้อรัง หายใจลำบาก สมาธิสั้น ผลการเรียนลดลง หรือเติบโตช้า

  การนอนกรนอาจเป็นเพียงเสียงรบกวนในบางคน แต่ในบางรายอาจเป็นสัญญาณของโรคหยุดหายใจขณะหลับ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำให้เสียงกรนเบาลง แต่ต้องค้นหาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

"นอนกรนแก้ได้ หากเข้าใจสาเหตุและรักษาอย่างถูกต้อง"
 





Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้