ศาสตราจารย์นายแพทย์วิชญ์ บรรณหิรัญ
American Board of Sleep Medicine
Certified International Sleep Specialist
นอนกรนเป็นปัญหาที่พบได้ทุกเพศและทุกวัย บางคนกรนเพียงชั่วคราว แต่บางคนอาจมีโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) ร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ต่อไปนี้เป็น 8 คำถามที่คนไข้มักถามบ่อยเกี่ยวกับการนอนกรนไว้ดังนี้
1. จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองนอนกรน
คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าตัวเองนอนกรน เพราะอาการเกิดขึ้นในขณะหลับ จึงมักทราบจากคนข้างตัว หรือจากการบันทึกเสียงขณะนอน
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ นอนกรนดังเป็นประจำ เสียงกรนขาดเป็นช่วง ๆ คล้ายหยุดหายใจ มีอาการสำลักหรือสะดุ้งตื่น ตื่นมาคอแห้ง ปวดศีรษะตอนเช้า นอนหลับไม่เต็มอิ่ม หรือรู้สึกง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน
โทรศัพท์มือถือหรือแอปพลิเคชันอาจช่วยบันทึกเสียงกรนได้ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน และอาจจำเป็นต้องตรวจการนอนหลับ หรือ sleep test
2. นอนกรนเกิดจากอะไร
เสียงกรนเกิดจากอากาศไหลผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่ตีบแคบลงในขณะหลับ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น หรือคอหอยสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงกรน
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- ภูมิแพ้ คัดจมูก หรือผนังกั้นช่องจมูกคด
- ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต
- ลิ้นโต ลิ้นไก่ยาว หรือเพดานอ่อนหย่อน
- คางเล็ก คางสั้น หรือโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้ทางเดินหายใจแคบ
- กล้ามเนื้อลิ้นและคอหอยหย่อนตัวขณะหลับ
- อายุที่เพิ่มขึ้น
- การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาบางชนิด
- โรคของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หรือฮอร์โมนบางชนิด
ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุร่วมกัน การรักษาจึงควรพิจารณาตามปัญหาของแต่ละบุคคล
3. นอนกรนในผู้หญิงกับผู้ชายต่างกันไหม
ผู้หญิงและผู้ชายสามารถนอนกรนและเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับได้ทั้งคู่ แต่อาการที่สังเกตได้อาจแตกต่างกัน
ผู้ชาย มักมีอาการกรนดังและเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน คอใหญ่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ผู้หญิง บางรายอาจกรนไม่ดังมาก แต่อาจมีอาการนอนไม่หลับ ตื่นบ่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะตอนเช้า อารมณ์แปรปรวน สมาธิลดลง หรือหมดแรงในเวลากลางวัน หลังวัยหมดประจำเดือน ความเสี่ยงต่อการนอนกรนและ OSA อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน น้ำหนักตัว และความตึงตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจ
ดังนั้น ผู้หญิงที่กรนไม่ดังแต่รู้สึกอ่อนเพลียหรือนอนหลับไม่มีคุณภาพ ก็ไม่ควรมองข้าม
4. เมื่อก่อนไม่กรน ทำไมตอนนี้จึงนอนกรน
การนอนกรนสามารถเกิดขึ้นภายหลังได้ แม้เมื่อก่อนไม่เคยนอนกรน เนื่องจากร่างกายและปัจจัยเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ น้ำหนักเพิ่มขึ้น อายุที่มากขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณคอหย่อนตัว ภูมิแพ้ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยานอนหลับหรือยาคลายกล้ามเนื้อ การพักผ่อนไม่เพียงพอ การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน หรือโรคบางชนิด เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
หากเริ่มกรนดังขึ้นเรื่อย ๆ มีอาการหายใจสะดุด สำลัก หรือง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ควรตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงเรื่องของอายุ
5. ถ้าผอมลง จะหายนอนกรนไหม
การลดน้ำหนักอาจช่วยให้อาการนอนกรนดีขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ทุกคนหายกรน
ในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ไขมันที่สะสมบริเวณลิ้นและคอหอยอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบลง การลดน้ำหนักจึงช่วยลดการอุดกั้นและทำให้อาการดีขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม คนที่มีน้ำหนักปกติหรือรูปร่างผอมก็สามารถนอนกรนได้ หากมีปัจจัยอื่น เช่น คางเล็ก ผนังกั้นช่องจมูกคด ทอนซิลโต ลิ้นโต เพดานอ่อนหย่อน หรือกล้ามเนื้อทางเดินหายใจทำงานไม่ดี
ดังนั้น หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักควรเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา แต่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรักษาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
6. นอนคว่ำช่วยแก้นอนกรนได้จริงไหม
การเปลี่ยนท่านอนอาจช่วยลดการนอนกรนได้ในบางคน แต่โดยทั่วไปแนะนำให้นอนตะแคงมากกว่านอนคว่ำ
ผู้ที่กรนมากเวลานอนหงายอาจมีลิ้นและเนื้อเยื่อบริเวณคอตกไปด้านหลัง ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง การนอนตะแคงจึงอาจช่วยให้เสียงกรนและการอุดกั้นลดลง
การนอนคว่ำอาจช่วยได้ในบางราย แต่ทำได้ยากในระยะยาว และอาจทำให้ปวดคอ ปวดหลัง หรือหายใจไม่สะดวก นอกจากนี้ยังไม่สามารถแก้สาเหตุจากจมูก ทอนซิล เพดานอ่อน หรือโครงสร้างใบหน้าได้
หากมีโรคหยุดหายใจขณะหลับระดับปานกลางหรือรุนแรง การเปลี่ยนท่านอนเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ
7. ทำอย่างไรให้หายนอนกรน ต้องรักษาอย่างไร
การรักษานอนกรนต้องเลือกให้เหมาะกับสาเหตุและระดับความรุนแรงของแต่ละคน จึงไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
ปรับพฤติกรรม เช่น ลดน้ำหนัก นอนให้เพียงพอ นอนตะแคง และงดแอลกอฮอล์
รักษาภูมิแพ้ คัดจมูก ไซนัสอักเสบ หรือทอนซิลโต
ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก เช่น CPAP หรือ PAP
ใช้อุปกรณ์ในช่องปากเพื่อช่วยเลื่อนขากรรไกรล่างและลิ้นมาด้านหน้า
ฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและคอหอย
ทำหัตถการหรือผ่าตัดแก้ไขบริเวณที่เป็นสาเหตุของการอุดกั้น
ก่อนเลือกวิธีรักษา ผู้ป่วยควรได้รับการซักประวัติ ตรวจทางเดินหายใจ และในผู้ที่
สงสัย OSA อาจต้องตรวจ sleep test เพื่อประเมินชนิดและระดับความรุนแรงของโรค
8. มีวิธีแก้นอนกรนเบื้องต้นด้วยตนเองอย่างไรผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาจเริ่มแก้นอนกรนด้วยการปรับน้ำหนัก ท่านอน พฤติกรรมการนอน และลดปัจจัยที่ทำให้ทางเดินหายใจหย่อนตัว
วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น ได้แก่
1. ลดน้ำหนัก หากมีน้ำหนักเกิน
2. นอนและตื่นให้เป็นเวลา และนอนให้เพียงพอ
3. ทดลองนอนตะแคงแทนการนอนหงาย
4. งดแอลกอฮอล์ก่อนนอน
5. หลีกเลี่ยงยานอนหลับหรือยาคลายกล้ามเนื้อโดยไม่จำเป็น
6. รักษาอาการคัดจมูกหรือภูมิแพ้อย่างเหมาะสม
7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8. ฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและคอหอยในผู้ที่เหมาะสม
9. หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ คาเฟอีน และการสูบบุหรี่ใกล้เวลานอน
10. จัดห้องนอนให้เงียบ มืด และมีอุณหภูมิพอดี
การฝึกกล้ามเนื้อช่องปากและคอหอยอาจช่วยลดเสียงกรนในผู้ป่วยบางราย แต่ควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยในผู้ที่สงสัยโรคหยุดหายใจขณะหลับ
เมื่อใดควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
- นอนกรนดังเป็นประจำเกือบทุกคืน
- มีช่วงหยุดหายใจ สำลัก หรือหายใจเฮือกขณะหลับ
- ตื่นมาไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะตอนเช้า
- ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน
- มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอ้วน
- เด็กนอนกรนเรื้อรัง หายใจลำบาก สมาธิสั้น ผลการเรียนลดลง หรือเติบโตช้า
การนอนกรนอาจเป็นเพียงเสียงรบกวนในบางคน แต่ในบางรายอาจเป็นสัญญาณของโรคหยุดหายใจขณะหลับ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำให้เสียงกรนเบาลง แต่ต้องค้นหาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน
"นอนกรนแก้ได้ หากเข้าใจสาเหตุและรักษาอย่างถูกต้อง"