การใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อลดการบวมของเยื่อบุจมูก Radiofrequency (RF) for Inferior turbinate reduction

 การใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อลดการบวมของเยื่อบุจมูก  Radiofrequency (RF) for Inferior turbinate reduction

รศ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ, RPSGT
American Board of Sleep Medicine
Certified international sleep specialist

       การใช้คลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเยื่อบุจมูกบวมหรืออักเสบ เป็นการรักษาที่นิยมทำเพื่อลดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง ในผู้ป่วยนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการปฏิบัติตนพื้นฐาน ขั้นตอนการรักษาทำโดยแพทย์จะใส่เครื่องมือที่เป็นเหมือนเข็มชนิดพิเศษ สำหรับปล่อยพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (radiofrequency, RF) สอดเข้าไปในเยื่อบุจมูกส่วนที่เรียกว่า เทอร์บิเนตอันล่าง (Inferior turbinate) เพื่อให้เกิดความร้อนในเนื้อเยื่อดังกล่าว และกลายเป็นพังผืดเล็กๆ ซึ่งทำให้มีการหดตัวของเยื่อบุจมูกในเวลาถัดมา  หลังการรักษาผู้ป่วยจะรู้สึกจมูกโล่งและหายใจได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้อาการคัน, จาม, น้ำมูกไหล และ เสมหะลงคอลดลงด้วย   การรักษาด้วยความถี่วิทยุนี้สามารถทำได้โดยใช้เพียงยาชาเฉพาะที่  ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบจึงไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เนื่องจากแผลจากการรักษามีขนาดเพียงเท่ารูเข็มซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก  อาการปวดหรือเจ็บแผลจากการรักษาน้อย  ผู้ป่วยส่วนมากไม่ได้รับประทานยาแก้ปวดและไม่ได้หยุดงานหรือหยุดเรียนเพิ่มเติม   ผลของการรักษามักเห็นชัดเจนภายใน 2-4 สัปดาห์ มีผู้ที่รับการรักษาด้วยวิธีนี้มาหลายร้อยรายและมีงาน วิจัยยืนยันว่า ผลจากการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุสามารถลดอาการคัดจมูกได้ราวร้อยละ 80-90 โดยที่ผลยังคงอยู่นานไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ป่วยบางรายจะนอนกรนลดลงได้ โดยทั่วไปทำการรักษาเพียงครั้งเดียว  อย่างไรก็ตามถ้าผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจอาจทำซ้ำได้อีกเนื่องจากความเสี่ยงต่ำ

การเตรียมตัวก่อนการรักษา

         ผู้ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วย โดยบางกรณีต้องตรวจเลือดหรือตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ แล้วแต่ความจำเป็น


 ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษา

        โดยทั่วไปความเสี่ยงจากการรักษาด้วยความถี่วิทยุหากทำได้อย่างถูกขั้นตอนจะมีน้อยมาก ที่อาจพบได้แก่  เลือด ออกจากแผลในจมูกปริมาณเล็กน้อยและหยุดได้เอง ผู้ป่วยอาจรู้สึกหายใจไม่สะดวกเนื่องจาก มักจะมีน้ำมูกหรือคัดจมูกในช่วงสัปดาห์แรกหลังรักษา ซึ่งถ้าอาการเป็นมากผิดปกติอาจมาพบแพทย์ก่อนนัดได้ สำหรับความเสี่ยงอื่นๆ ที่พบได้แต่มีน้อยเช่น ผลข้างเคียงของยาชาเฉพาะที่ เช่น ใจสั่น  หน้ามืด  เป็นลม หูอื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เอง    อย่างไรก็ตามผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ มีโรคหัวใจร่วมด้วยอาจจะมีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนที่แข็งแรงดี
 
การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังการรักษา 

1.  ผู้ป่วยเกือบทุกรายสามารถกลับบ้านได้หลังจากพักให้เลือดหยุดราว 15-20 นาที ยกเว้นบางรายที่แพทย์เห็นสมควรให้พักนานขึ้น  

2.  ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้อักเสบ, ยาพ่นหรือหยอดจมูกลดบวมและห้ามเลือด แล้วแต่อาการ

3.  หลังการรักษาสัปดาห์แรก อาการอาจยังไม่ดีขึ้นทันที   ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบหรือเจ็บภายในจมูกและมีน้ำมูกหรือ เลือดกำเดาออกเล็กน้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะหายไปเอง ในเวลาต่อมา

4.  ผู้ป่วยควรเริ่ม ล้างทำความสะอาดในช่องจมูกบริเวณที่รักษาอย่างเบา ๆ โดยใช้น้ำเกลือหลังรักษาไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดสะเก็ดแผล ซึ่งเกิดจากน้ำมูกและคราบเลือดที่ค้างอยู่  ผู้ป่วยควรล้างจมูก วันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย  ยกเว้นมีเลือดออกมากให้หยุดชั่วคราว

5.  หลังรักษาผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมได้ปกติ แต่ควรเตรียมผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูเผื่อกรณีเลือดออกซึม ๆ ได้บ้าง และควรหลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรงๆ  หรือการกระแทกบริเวณจมูก และหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหมใน 24 ชั่วโมงแรก

6.   ถ้ามีเลือดออกจากจมูก ควรนอนพัก ยกศีรษะสูง  หยอดยาหยอดจมูกห้ามเลือดที่แพทย์สั่งไว้ให้ แต่ถ้าเลือดออกไม่หยุด  ควรไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์

การนัดตรวจติดตามอาการ

      แพทย์จะนัดผู้ป่วยทุกรายมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังรักษา โดยอาจมีการทำความสะอาดในโพรงจมูก (อาจใช้ยาชาเฉพาะที่บางครั้ง) หลังจากนั้นจะนัดมาเป็นระยะ หากอาการต่างๆ ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แพทย์จะแนะนำทางเลือกในการรักษาตามความเหมาะสมต่อไป
 

 
 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com