การฝังพิลลาร์ (Pillar implants) เพดานอ่อน เพื่อรักษานอนกรน

การฝังพิลลาร์ (Pillar implants) เพดานอ่อน เพื่อรักษานอนกรน

รศ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ, RPSGT
American Board of Sleep Medicine
Certified international sleep specialist

      การฝังพิลลาร์ (Pillar) เข้าไปในเพดานอ่อน เป็นการรักษาที่นิยมทำในการรักษานอนกรน และ/ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่ไม่รุนแรง ที่นิยมมากในปัจจุบัน การรักษาวิธีนี้ทำโดยที่แพทย์จะใส่เครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อสอดวัสดุทางการแพทย์ชนิดพิเศษซึ่งมีความปลอดภัยต่อร่างกายสูงมาก ฝังเข้าไปในเพดานอ่อนในปาก โดยวัสดุดังกล่าวนี้มีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆ 3 แท่ง (ขนาดยาว 1.8 ซม. และ กว้าง 2 มม.) ซึ่งทำมาจากโพลิเอสเตอร์อันอ่อนนุ่มและสามารถอยู่ภายในร่างกายได้อย่างถาวร (ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก)  การฝังพิลลาร์นี้จะช่วยลดการสั่นสะเทือน หรือการสะบัดตัวของเพดานอ่อน และพยุงไม่ให้เพดานอ่อนไปอุดกั้นทางเดินหายใจ และเมื่อเวลาผ่านไป เนื้อเยื่อรอบๆแท่ง พิลลาร์ จะเกิดพังผืด (fibrosis) ทำ ให้ช่วยเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างของเพดานอ่อนมากขึ้น ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้นน้อยลงหายใจได้สะดวกขึ้น วัสดุที่ใช้ทำ พิลลาร์ นี้ ถูกนำไปใช้ในวงการแพทย์มานานหลายปี จนมั่นใจในความปลอดภัย วิธีการรักษาแบบนี้ได้รับการรับรอง และผ่านการทดสอบความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก โดยที่การรักษาวิธีนี้ไม่ได้เป็นการผ่าตัดหรือทำลายเนื้อเยื่อของเพดานอ่อนและสามารถทำได้โดยใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ โดยไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังรักษา จึงทำให้มีความเจ็บปวดจากการรักษาน้อย โดยที่ผู้ใส่จะไม่รู้สึกรำคาญในขณะที่กลืนหรือสนทนา หลังการรักษา สามารถรับประทานอาหาร และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จากการวิจัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่าการนอนกรนลดลงอย่างชัดเจน ยกเว้นในรายที่ผลตรวจการนอนหลับพบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง จะได้ผลน้อยลง วิธีนี้อาจใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้

การเตรียมตัวก่อนรักษา
      ผู้ ป่วยควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการรักษา สำหรับผู้ป่วยบางรายที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดหลายวัน ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อน ซึ่งบางครั้งอาจต้องตรวจเลือดหรือ อื่น ๆ แล้วแต่ความจำเป็น  ถ้าไม่มีปัญหาใดก็สามารถทำการรักษาวิธีนี้ได้เลย 
 
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาด้วยวิธีนี้   
      พบได้น้อยมาก และไม่รุนแรง เช่น  เลือดออกเล็กน้อยจากแผลผ่าตัดซึ่งปกติมักหยุดได้เอง  ผู้ป่วยอาจรู้สึกหายใจลำบากจากการบวมของทางเดินหายใจรอบแผลที่รักษา   ผู้ป่วยสามารถพูดได้ชัดปรกติและมีผลต่อเสียงหรือการพูดน้อยมาก  นอกจากนี้อาจมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้ยาชาเฉพาะที่ เช่น แพ้ยาชา หรือ มีอาการใจสั่น หน้ามืด เป็นลม ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เอง  อย่างไรก็ตามหากมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ มีโรคหัวใจหรือโรคปอดร่วมด้วย  อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อผผลแทรกซ้อนกว่าเดิม
 
การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังรักษา 
  1. ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับบ้านได้หลังพักฟื้นเพียง ราว 20-30 นาที
  2. ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหรือบวมในคอได้ภายในสัปดาห์แรก โดยที่ระหว่างนี้ผู้ป่วยจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ หรือยารักษาตามอาการอื่น ๆ เป็นต้น 
  3. ควรรับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม   หรือ อาหารเหลวที่เย็น เช่น ไอศกรีม  หรือ อมน้ำแข็งบ่อยๆ  ไม่ควรรับประทานอาหารที่แข็งหรือร้อน หรือ รสเผ็ดรสจัดเกินไป  ใน 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด 
  4. ควรรักษาความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เช่น บ้วนปากและแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
  5. ใน ปัจจุบันยังไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายเครื่องมือกับทางราชการได้ ผู้ป่วยอาจต้องมีค่าใช้จ่ายสูงเกินอยู่ จึงควรสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจรักษา
การนัดตรวจติดตามอาการ
      แพทย์จะนัดมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์และ 1 เดือน หลังรักษา เพื่อประเมินผลการรักษา และ ตรวจหาภาวะแทรกซ้อนสำหรับการแก้ไข   และหลังจากนั้นจะติดตามการรักษานานๆ ครั้งตามความเหมาะสม ในกรณีถ้าอาการนอนกรน หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ดีขึ้น  แพทย์จะพิจารณา และ แนะนำทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อไป
 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com