10 คำถามภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย

Last updated: Sep 16, 2017  |  1944 จำนวนผู้เข้าชม  |  เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้

10 คำถามภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย




Q1: ภูมิแพ้เป็นพันธุกรรมหรือไม่ ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้มากน้อยแค่ไหน
A1: เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ เกิดจากกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม โดยพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่ เป็นโรคภูมิแพ้ จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 30-50 แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีผลให้ลูกมีโอกาส เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงร้อยละ 50-70 ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 
 
Q2: สังเกต ว่าอาการแพ้ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนแพ้แล้วคัน บางคนแพ้แล้วคัดจมูก บางคนแพ้แล้วมีผื่นขึ้น ทำไมอาการของแต่ละคนถึงแตกต่างกัน มีสาเหตุจากอะไร เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือไม่
A2: โรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้ที่เป็น เช่น ถ้าเป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ ก็จะมีอาการทางจมูก ถ้าเป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ก็จะมีอาการทางผิวหนัง การที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดใด ก่อน หรือหลัง ขึ้นอยู่กับยีน หรือพันธุกรรมที่จะแสดงออก โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้น

Q3: แต่ก่อนแพ้แต่ไรฝุ่น แต่ทำไมปัจจุบันแพ้เยอะแยะไปหมดและเป็นมากขึ้น เป็นเพราะอะไรและจะแก้ไขอย่างไร
A3 :
โรคภูมิแพ้ เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ทำให้อวัยวะเป้าหมายมีความไว หรือตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ การที่แพ้สารก่อภูมิแพ้มากชนิดขึ้น และมีอาการมากขึ้น เกิดจากมีเหตุที่กระตุ้นอวัยวะเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้ที่เป็นไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุนั้นๆ แก้ไขโดยพยายามหลีกเลี่ยงเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการมากขึ้น และประกอบเหตุที่ทำให้อาการลดลง คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
 
Q4: อาการภูมิแพ้จะมีโอกาสหายขาดหรือไม่
A4:
โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม แต่สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ หรือมีอาการน้อยที่สุดได้ 

Q5: ตอนเด็กๆ ก็ไม่แพ้อะไร ทำไมโตขึ้นมาถึงแพ้ได้
A5:
สาเหตุของโรคภูมิแพ้ เกิดจากกรรมพันธุ์  และสิ่งแวดล้อม การแสดงออกของอาการโรคภูมิแพ้ จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า จะเกิดขึ้นในวัยเด็ก หรือในวัยผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับยีนหรือพันธุกรรมที่จะแสดงออก โดยมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้น

Q6: ยาแก้แพ้ใช้ไปนานๆ ติดต่อกันเป็นเดือน จะมีผลเสียหรือไม่ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่
A6:
ไม่มีผลเสีย ถ้าผู้ป่วยมีการทำงานของตับ และไตที่ปกติ เพราะยาแก้แพ้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยผ่านตับ และไต แต่ถ้าตับ และไตทำงานผิดปกติ อาจมีการสะสมของยาในร่างกายได้ แต่การใช้ยาแก้แพ้ไปนานๆ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ เมื่อหยุดใช้ยาแก้แพ้ และผู้ป่วยไม่ได้ไปแก้ที่เหตุ อาการของโรคก็จะกลับมาเป็นใหม่

Q7: ยาพ่นจมูกที่ใช้แล้วจมูกโล่งทันที ใช้ไปนานๆจะมีผลข้างเคียงหรือไม่
A7:
มี จะเกิดเยื่อบุจมูกอักเสบ และบวมจากการใช้ยาหดหลอดเลือดชนิดพ่นจมูกนานเกินไป ปกติ แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวไม่เกิน 7-10 วัน เพราะยาจะทำให้เส้นเลือดของเยื่อบุจมูกหดตัว ส่งผลให้เยื่อบุจมูกยุบบวม แต่ถ้าใช้ไปนานๆ เส้นเลือดของเยื่อบุจมูกที่เคยหดตัว จะกลับมาขยายตัว ส่งผลให้เยื่อบุจมูกกลับมาบวมใหม่ เกิดอาการคัดจมูกตามมา

Q8: มีน้ำมูกตอนตื่นนอนตอนเช้าทุกวัน แล้วสักพักก็จะหายไป เป็นอาการแพ้อากาศหรือไม่ ต้องแก้ไขอย่างไร ลองปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศแล้วก็ยังเป็นอยู่
A8:
การที่มีน้ำมูกตอนตื่นนอนตอนเช้า แสดงว่าต้องมีเหตุที่กระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในเยื่อบุจมูกอยู่ในห้องนอน ซึ่งมักจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมในห้องนอนเป็นตัวกระตุ้น เช่นฝุ่นในห้องนอน อากาศภายในห้องมักจะเย็น เนื่องจากอากาศภายนอกตอนเช้ามักจะเย็นกว่าเวลาอื่นของวัน สักพัก อาการจะหายไป เนื่องจากขณะนั้น ไม่มีเหตุไปกระตุ้นเยื่อบุจมูกที่ไวนั้นแล้ว การแก้ไขควรจัดสิ่งแวดล้อมในห้องนอน ไม่ให้มีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ และไม่ควรเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศเป่าจ่อ หรือเย็นจนเกินไป
 
Q9: เราควรหยุดยาแก้ภูมิแพ้ตอนไหนดี 
A9:
เมื่อสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้พอสมควร และประกอบเหตุที่ทำให้โรคนี้ดีขึ้นแล้ว คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (เช่น วิ่ง เดินเร็ว ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค เตะฟุตบอล เล่นเทนนิส แบดมินตัน หรือบาสเกตบอล) อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน  
 
Q10: ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคภูมิแพ้จมูก มีอะไรบ้าง
A10:
ได้แก่ หูชั้นกลางอักเสบ โรคหืด ไอเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรนและ / หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

Powered by MakeWebEasy.com