การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่

การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่



การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่ (Out-of-center sleep testing; OCST) ในที่นี้บางครั้งอาจเรียกว่า การตรวจการนอนหลับแบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable monitoring of sleep; PMs) หรือ การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home sleep testing; HST) ซึ่งมีความหมายเทียบได้กับการตรวจการนอนหลับแบบไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้า (unattended sleep study) หรือการตรวจการนอนหลับระดับที่ 2-4 ตามที่กำหนดโดยสมาคมแพทย์โรคจากการหลับของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้มีการเบิกจ่ายค่าตรวจรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ได้ ทำให้ปัจจุบันมีแนวโน้มการตรวจการนอนหลับนอกสถานที่ด้วยวิธีเหล่านี้ได้รับ ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความประหยัดในต้นทุนงบประมาณและกำลังคน อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนและสงสัยว่ามีหยุดหายใจขณะหลับ ได้รับความสะดวกสบายและเข้าถึงการให้บริการมากขึ้น

การตรวจการนอนหลับแบบครบชุดนอกสถานที่ (Home polysomnography)
      บางครั้งอาจเรียกว่าเป็นการตรวจการนอนหลับระดับ 2  เป็นการตรวจวัดข้อมูลการนอนหลับมากกว่า 7 สัญญาณขึ้นไป เช่นเดียวกับการตรวจการนอนหลับที่ทำในโรงพยาบาลหรือศูนย์การนอนหลับ โดยเจ้าหน้าที่จะไปติดอุปกรณ์เครื่องมือวัดสัญญาณให้ถึงที่พักของผู้รับการ ตรวจในช่วงหัวค่ำ และมาถอดอุปกรณ์เพื่อนำไปถ่ายข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลในตอนเช้า วันรุ่งขึ้น  แต่ ไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าขณะที่นอน  การตรวจชนิดนี้ มักมีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่ไม่พร้อมในการเคลื่อนย้าย  หรือ ผู้ที่มีอาการรุนแรงมากแต่ไม่สามารถรับการตรวจในโรงพยาบาลในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหยุดหายใจขณะหลับระหว่างที่รอรับการตรวจ ซึ่งมีบริการในโรงพยาบาลไม่เพียงพอและคิวรอตรวจยาวนาน การตรวจชนิดนี้มีข้อดีเหนือกว่าการตรวจในโรงพยาบาล คือ ผู้ป่วยจะได้นอนในห้องนอนของตนเองจึงมีความรู้สึกผ่อนคลายและมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า อย่างไรก็ตามมีโอกาสที่สัญญาณสูญเสียระหว่างการตรวจได้เนื่องจากไม่มีเจ้า หน้าที่เผ้า ซึ่งในทางปฏิบัติพบปัญหาเหล่านี้น้อย เนื่องจากเทคนิกการตรวจในปัจจุบันได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นกว่าในอดีต และผลการตรวจควรได้รับการอ่านและแปลผลโดยแพทย์เฉพาะทาง  

การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่ระดับ 3 (Portable monitoring)
      บางครั้งอาจเรียกว่า respiratory polygraphy หรือ cardiopulmonary monitoring ได้โดยเป็นการตรวจวัดข้อมูลการนอนหลับ 4-7 สัญญาณ โดยเน้นพิเศษเฉพาะระบบหัวใจและการหายใจ  กล่าวคือ จะมีการตรวจวัดสัญญาณต่างๆ คล้ายกับการตรวจการนอนหลับในโรงพยาบาล แต่ไม่มีการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองและลูกตา จึงไม่ได้บอกว่าผู้รับการตรวจอยู่ในระยะการนอนหลับ หรือตื่นมากน้อยเพียงใด ข้อดีของวิธีนี้คล้ายกับการตรวจนอกสถานที่แบบอื่น ๆ คือสะดวกรวดเร็ว ประหยัด และมีอุปกรณ์ตรวจน้อยกว่าจึงทำให้นอนหลับได้อย่างเป็นธรรมชาติในแบบที่คุ้น เคยมากกว่า ข้อบ่งชี้ของการตรวจแบบนี้คือใช้เพื่อการวินิจฉัยในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับความรุนแรงตั้งแต่ปานกลาง ขึ้นไป แต่ไม่สามารถได้รับการตรวจแบบมาตรฐานในโรงพยาบาลในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังอาจใช้ในการตรวจติดตามผลการรักษาหลังการผ่าตัด การลดน้ำหนัก หรือเครื่องมือในช่องปากได้ อย่างไรก็ตามการตรวจวิธีนี้อาจข้อจำกัดและมีโอกาสที่ผลตรวจจะคลาดเคลื่อนได้ บ้าง ดังนั้นผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับแต่ผลการตรวจด้วยวิธีนี้ไม่ พบความผิดปกติ  หรือผู้ที่มีโรคร่วมอื่นๆ เช่น ภาวะหัวใจวาย ภาวะอ้วนทุพลภาพที่มีการหายใจต่ำ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ  โรคระบบประสาทกล้ามเนื้อ และผู้ที่สงสัยว่ามีโรคจากการนอนหลับ เช่น โรคขากระตุกขณะหลับ หรือโรคลมหลับ อาจพิจารณาเข้ารับการตรวจการนอนหลับชนิดที่ 1 แทน นอกจากนี้ผลการตรวจควรได้รับการอ่านและแปลผลโดยแพทย์เฉพาะทางเช่นกัน

การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่ระดับ 4
      เป็นการตรวจวัดสัญญาณการนอนหลับ 1-3 สัญญาณ โดยส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยการวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ร่วมกับการวัดลมหายใจ อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ไม่ได้รับจะค่อนข้างน้อยกว่าวิธีอื่น จึงมีข้อจำกัดมากกว่าและได้รับความนิยมน้อยลงในปัจจุบัน

การตรวจการนอนหลับนอกสถานที่แบบอื่นๆ
      เนื่องจากปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการ อุดกั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เริ่มมีการตรวจชนิดใหม่ที่ไม่สามารถจัดให้เข้าหมวดหมู่ดังกล่าวข้างต้น จึงแยกออกมาเป็นการตรวจนอกสถานที่แบบอื่น ๆ  เช่น Watch-PAT ซึ่งเป็นการตรวจวัดข้อมูลการนอนหลับจากสัญญาณชีพจรหลอดเลือดแดงที่ปลายนิ้ว มือ และข้อมือ ลักษณะคล้ายนาฬิกาข้อมือขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถบอกระยะการนอนหลับได้ และวัดดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว รวมถึงระดับออกซิเจนในเลือดได้ค่อนข้างแม่นยำพอสมควร ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการทดสอบแบบอื่นๆ อีกมากมาย  อย่างไรก็ตามทุกวิธีการตรวจย่อมมีข้อดีและข้อจำกัด ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด ผู้รับการตรวจควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อนเพื่อตรวจประเมินและพิจารณาว่า ผู้ป่วยแต่ละรายจะเหมาะสมกับการตรวจการนอนหลับแบบใดต่อไป

Powered by MakeWebEasy.com